วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บันทึกการเรียนครั้งที่ 12 วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2559

บันทึกการเรียนครั้งที่ 12 
วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2559

ความรู้ที่ได้รับ
การเขียนโครงการ





  1. ชื่อโครงการ
  2. หลักการและเหตุผล
  3. วัตถุประสงค์
  4. แผนการดำเนินงาน
    4.1 การเตรียมงาน
    4.2 การนิเทศติดตามผล
    4.3 การสรุปและประเมินผล
  5. งบประมาณ
    5.1 ค่าตอบแทน
    5.2 ค่าใช้สอย
    5.3 ค่าวัสดุ
  6. เนื้อหา
  7. เป้าหมาย
    7.1 เชิงปริมาณ
    7.2 เชิงคุณภาพ
  8. วันเวลาและสถานที่จัดสัมนา
  9. รูปแบบการจัดโครงการ/เทคนิค
  10. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  11. การติดตามและดำเนินโครงการ
  12. ผู้รับผิดชอบโครงการการเตรียมงาน

การประยุกต์ใช้
       สามารถนำไปใช้จัดโครงการในเรื่องต่างๆ ได้มากมาย และสามารถนำไปใช้จริงได้ในอนาคต และประยุกต์ใช้กับกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเป็ฯทางการและถูกต้องตามหลักการทำโครงการ

ประเมิน
ตนเอง : ถามคำถามเมื่อไม่เข้าใจ
เพื่อน : ตั้งใจฟังข้อมูลจากอาจารย์
อาจารย์ : อธิบายให้ฟังอย่างเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างจริง


วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บันทึกการเรียนครั้งที 11 วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม 2559

บันทึกการเรียนครั้งที่ 11
วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม 2559
ความรู้ที่ได้รับ
  • การคำนวนแบบสอบถาม



1.เพศ  

  • หญิง  27
  • ชาย  13

2.อายุ

  • 20-29 = 7
  • 30-39 = 20 
  • 40-49 = 7
  • 50-59 = 6
  • 60 ขึ้นไป = 0

3.สถานภาพ

  • บิดา = 10
  • มารดา = 18
  • ลุง ป้า น้า อา = 3
  • ปุ่ ย่า ตา ยาย = 9
  • อื่น ๆ= 0

4.อาชีพ

  • ข้าราชการ = 2
  • พนักงานบริษัท = 8
  • พนักงานรัฐวิสาหกิจ = 2
  • ค้าขาย = 21
  • อื่นๆ = 7

5.รายได้

  • ต่ำกว่า 15000 = 22
  • 15001 - 30000 = 19
  • 30000 - 45000 = 0
  • 45001 ขึ้นไป  =0





สรุป
1.นิทานสำหรับเด็กปฐมวัย
2.เพลงสำหรับเด็กปฐมวัย
3.การประดิษฐ์ของเล่นจากของเหลือใช้

การปุุระยุกต์ใช้
       สามารถนำไปสอบถามผู้ปกครองเพื่อตรวจสอบความต้องการของผู้ปกครองได้จริงและยังสามารถนำไป ประเมินในเรื่องต่าง ๆ ที่ต้องการศึกษาได้

ประเมิน
ตัวเอง:ช่วยเพื่อนสรุปและตรวจแบบประเมิน
เพื่อน:เพื่อนช่วยกันรวมคะแนน
ครู:อาจารย์ให้ทดลองทำด้วยตนเองและอธิบายข้อสงสัย

บึนทึกการเรียนครั้งที่ 10 วันจันทร์ ที่ 24 ตุลาคม 2559


บึนทึกการเรียนครั้งที่ 10 
วันจันทร์ ที่ 24 ตุลาคม 2559

"หยุดชดเชยวันปิยะมหาราช"

บันทึกการเรียนครั้งที่ 9 วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม 2559

บันทึกการเรียนครั้งที่ 9 
วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม 2559

  • สัมภาษณ์ผู้ปกครอง

บันทึกการเรียนครั้งที่ 8 วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม 2559

บันทึกการเรียนครั้งที่ 8
วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม 2559
ความรู้ที่ได้รับ
แบบสอบถามผู้ปกครอง
แบบสอบถาม
เรื่อง ความต้องการของผู้ปกครองเด็กปฐมวัยที่ต่อการเรียนรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัย
คำชี้แจง
1. แบบสอบถามเรื่อง ความต้องการของผู้ปกครองเด็กปฐมวัยที่ต่อการเรียนรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัย ฉบับนี้ ใช้สำหรับสอบถาม พ่อ แม่ และผู้ปกครองเด็กปฐมวัย
2. คำตอบของท่านจะเป็นข้อมูลในการจัดทำโครงการให้การศึกษาผู้ปกครองเด็กปฐมวัย จึงใคร่ขอความกรุณาจากท่านโปรดตอบคำถามทุกข้อให้ตรงกับความเป็นจริงของท่าน ผู้วิจัยขอขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณาให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามครั้งนี้

ลักษณะทั่วไปของแบบสอบถาม
แบบสอบถามนี้แบ่งออกเป็น 3 ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 เป็นข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถามเป็นแบบตรวจรายการ ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ อาชีพของผู้ปกครอง ฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ปกครอง
ตอนที่ 2 เป็นข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของผู้ปกครองเด็กปฐมวัยที่ต่อการเรียนรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัยจำนวน 15 ข้อ แบบสอบถามนี้เป็นแบบมาตราประมาณค่า มีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้

  • ข้อความในข้อนั้นเป็นความต้องการของผู้ปกครองเด็กปฐมวัยที่ต่อการเรียนรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัยมากที่สุด ให้ 4 คะแนน
  • ข้อความในข้อนั้นเป็นความต้องการของผู้ปกครองเด็กปฐมวัยที่ต่อการเรียนรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัยมาก ให้ 3 คะแนน
  • ข้อความในข้อนั้นเป็นความต้องการของผู้ปกครองเด็กปฐมวัยที่ต่อการเรียนรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัยน้อย ให้ 2 คะแนน
  • ข้อความในข้อนั้นเป็นความต้องการของผู้ปกครองเด็กปฐมวัยที่ต่อการเรียนรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัย น้อยที่สุด ให้ 1 คะแนน
ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับความต้องการของผู้ปกครองเด็กปฐมวัยที่ต่อการเรียนรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัย
แบบสอบถาม
เรื่อง ความต้องการของผู้ปกครองเด็กปฐมวัยที่ต่อการเรียนรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัย
ตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม
คำชี้แจง โปรดทำเครื่องหมาย / ลงในช่อง หน้าข้อความที่ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด
1. เพศ ชาย หญิง
2. อายุ 
  • 20-29 ปี 
  • 30-39 ปี 
  • 40-49 ปี 
  • 50-59 ปี 
  • มากกว่า 60 ปี 
3. สถานภาพ
  • บิดา
  • มารดา
  • ลุง ป้า น้า อา
  • ปู่ ย่า ตา ยาย
  • อื่นๆ โปรดระบุ....... 
4. อาชีพของผู้ตอบแบบสอบถาม (เลือกตอบเพียง 1 ข้อ)
  • ข้าราชการ
  • พนักงานบริษัท
  • พนักงานรัฐวิสาหกิจ
  • ค้าขาย (เช่น ประกอบธุรกิจส่วนตัว รับจ้าง เกษตรกรรม)
  • อื่นๆ โปรดระบุ …………………………………
5. รายได้รวมของครอบครัวต่อเดือน
  • ต่ำกว่า 15,000 
  • ตั้งแต่ 15,001 – 30,000 
  • ตั้งแต่ 30,001 – 45,000 
  •  มากกว่า 45,001 บาทขึ้นไป
ตอนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของผู้ปกครองเด็กปฐมวัยที่ต่อการเรียนรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัย
คำชี้แจง แบบสอบถามนี้ประกอบด้วยข้อคำถามที่เกี่ยวกับความต้องการของผู้ปกครองเด็กปฐมวัยที่ต่อการเรียนรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัยของท่าน ขอให้ท่าน อ่านข้อความให้จบแล้วพิจารณาว่าตรงกับความเป็นจริงมากน้อยเพียงใด โปรดทำเครื่องหมาย / ลงในช่อใดช่องหนึ่งใน 4 ช่อง ที่ตรงกับความคิดเห็นของท่านมากที่สุดเพียงข้อเดียว แบบสอบถามนี้แบ่งเป็น 4 ระดับ คือ

  • มากที่สุด หมายถึงข้อความในข้อนั้นเป็นความต้องการของผู้ปกครองเด็กปฐมวัยที่ต่อการเรียนรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัยมากที่สุด
  • มาก หมายถึงข้อความในข้อนั้นเป็นความต้องการของผู้ปกครองเด็กปฐมวัยที่ต่อการเรียนรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัยมาก
  • น้อย หมายถึงข้อความในข้อนั้นเป็นความต้องการของผู้ปกครองเด็กปฐมวัยที่ต่อการเรียนรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัยน้อย
  • น้อยที่สุด หมายถึงข้อความในข้อนั้นเป็นความต้องการของผู้ปกครองเด็กปฐมวัยที่ต่อการเรียนรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัยน้อยที่สุด
ความต้องการของผู้ปกครองเด็กปฐมวัยที่ต่อการเรียนรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัย
ระดับความคิดเห็น
  • มากที่สุด 
  • มาก 
  • น้อย 
  • น้อยที่สุด 

พัฒนาการทั้ง 4 ด้านของเด็กปฐมวัย
อาหารและโภชนาการสำหรับเด็ก
การเลือกของเล่นสำหรับเด็ก
การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย
สุขภาพอนามัยแม่และเด็ก
สื่อการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย 

ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
คำชี้แจง เป็นแบบสอบถามปลายเปิดที่ให้ท่านแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการของผู้ปกครองเด็กปฐมวัยที่ต่อการเรียนรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัย ดังนี้
ท่านต้องการเรียนรู้เรื่องอะไรมากที่สุดหากมีนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยมาให้ความรู้ผู้ปกครอง
____________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________

ขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถาม

การนำไปประยุกต์ใช้
   สามารถนำแบบฟอร์มแบบประเมินไปใช้ประเมินในหัวข้อต่าง ๆ ที่คุณครูต้องการทราบความสามารถของเด็กได้เป็นอย่างดี

ประเมิน
ตนเอง : ตั้งใจเรียนดี
เพื่อน : เพื่อนตั้งใจเรียนดี
อาจารย์ : มีตัวอย่างแบบประเมินให้ดู ทำให้เข้าใจง่าย


วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บันทึกการเรียนครั้งที่ 7 วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม 2559

บันทึกการเรียนครั้งที่ 7
วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม 2559
ความรู้ที่ได้รับ
การนำเสนอวิจัย
   การพัฒนาและประเมินการใช้โปรแกรมการให้ความรู้ผู้ปกครองไทย ในการส่งเสริมทักษะทางการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัย ด้วยการสอนภาษาแบบโฟนิกส์ โรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูส์สามัคคี
  • การศึกษาระดับ ศึกษาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต
  • มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิต
  • ปีที่ทำวิจัย ปีการศึกษา 2554
  • ผู้วิจัย คุณแสงวิไล จารุวาที
บทนำ
ความสำคัญและความเป็นมาของปัญหาการวิจัย
ประเด็นที่ 1 ภาษาเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ใช้ในการติดต่อกัน เพื่อก่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ แนวคิด และทัศนคติต่างๆ ภาษาเป็นสิ่งจาเป็นสาหรับมนุษย์ในการสื่อสารกับผู้อื่น
ประเด็นที่ 2 ภาษาของมนุษย์ต้องเกิดจากการเรียนรู้ จากการศึกษาพัฒนาการทางภาษาของมนุษย์
ประเด็นที่ 3 ส่งเสริมให้ผู้ปกครองมีความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถที่จะส่งเสริมทักษะทางการอ่านภาษาอังกฤษของเด็กขณะอยู่ที่บ้าน
ประเด็นที่ 4 พ่อแม่มีบทบาทสำคัญในการอบรมเลี้ยงดูเด็กให้เติบโตขึ้นเป็นคนที่มีคุณภาพสมบูรณ์
ประเด็นที่ 5 การให้ความรู้แก่ผู้ปกครองจะเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผู้ปกครองมีความรู้ เจตคติ และทักษะในการพัฒนาตน
ประเด็นที่ 6 พ่อแม่ผู้ปกครองชาวไทยส่วนใหญ่ผ่านการเรียนการสอนมาในวิธีที่แตกต่างกัน จึงยังขาดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในการสอนภาษาแบบโฟนิกส์ และไม่สามารถส่งเสริมให้เด็ก ฝึกการออกเสียง อักษรตามที่โรงเรียนสอนได้ ทำให้เด็กเกิดความสับสน
ประเด็นที่ 7 ผู้วิจัยต้องการพัฒนาโปรแกรมการการสอนภาษาแบบโฟนิกส์แก่ผู้ปกครองชาวไทย เพื่อส่งเสริมให้ผู้ปกครองมีความรู้ ความ เข้าใจ และความสามารถที่จะส่งเสริมทักษะทางการอ่านภาษาอังกฤษของเด็กขณะอยู่ที่บ้าน

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1.เพื่อพัฒนาโปรแกรมการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองไทยเรื่องการส่งเสริมทักษะทางการอ่าน ออกเสียงภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัยด้วยการสอนภาษาแบบโฟนิกส์ ในเรื่องเสียงอักษร (Letter Sounds) ทักษะการผสมเสียงให้เป็นคำ(Blending Skills) และทักษะการแยกเสียงในคำ(Segmenting Skills)
2.เพื่อประเมินการใช้โปรแกรมการส่งเสริมทักษะทางการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัยด้วยการสอนภาษาแบบโฟนิกส์ของผู้ปกครองไทย โรงเรียนนานาชาติเซ นต์แอนดรูส์ สามัคคี

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.เพื่อส่งเสริมทักษะทางการอ่านภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัยด้วยการสอนภาษาแบบโฟนิกส์ และแผนการดำเนินการใช้โปรแกรมที่ได้ จากการวิจัยนี้ โรงเรียนสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรม เพื่อให้ผู้ปกครองมีความรู้ ความเข้าใจในการส่งเสริมทักษะทางการอ่านภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัย ให้สอดคล้องไปกับการ เรียนการสอนของทางโรงเรียน
2.เพื่อส่งเสริมทักษะทางการอ่านภาษาอังกฤษ ของเด็กปฐมวัยด้วยการสอนภาษาแบบโฟนิกส์ เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมในโรงเรียนที่มีลักษณะและแนวการเรียนการสอนคล้ายคลึงกัน โดยดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพและความพร้อม ของโรงเรียนนั้นๆ
3.ช่วยให้ผู้ปกครองเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการมีบทบาททางการส่งเสริมทักษะทางการอ่าน ภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัย

ขอบเขตของการศึกษาวิจัย
1.กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ปกครองชาวไทยของนักเรียนปฐมวัยอายุ 5-6 ปีที่ กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น Year 1 (เทียบเท่าชั้นอนุบาล 3 ในระบบการศึกษาไทย) ปีการศึกษา 2553 ของโรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูส์สามัคคี จังหวัดนนทบุรี ผู้วิจัยใช้การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบ เจาะจง ได้จำนวน 11 คน คือ
1.1 มีลูกศึกษาในโรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูส์สามัคคี มาแล้วไม่น้อยกว่า1ปี
1.2 มีภาษาไทยเป็นภาษาแม่
1.3 สามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
2.เนื้อหาของโปรแกรมการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองไทยเรื่องการส่งเสริมทักษะทางการอ่าน ภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัยด้วยการสอนภาษาแบบโฟนิกส์

3.ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง 9 สัปดาห์ แบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนดังนี้
ขั้นที่ 1 การทดสอบความสามารถทางโฟนิกส์ของเด็กปฐมวัย
ขั้นที่ 2 การประชุมให้ความรู้ผู้ปกครองไทยที่เข้าร่วมการวิจัย เรื่องการ สอนภาษาแบบโฟนิกส์
ขั้นที่ 3 การปฏิบัติการใช้กิจกรรมส่งเสริมสำหรับฝึกและพัฒนาทักษะของเด็กปฐมวัย
ขั้นที่ 4 การทดสอบความสามารถทางโฟนิกส์ ด้วยการฟังเสียงอักษร การผสมเสียง การแยกแยะเสียง และการถอดรหัสเสียงอักษรในคำ
ขั้นที่ 5 และประเมิน ผลการปฏิบัติตาม โปรแกรมการส่งเสริมทักษะทาง โฟนิกส์โดย ผู้ปกครองไทยโดยการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง)

4.เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย
4.1 โปรแกรมการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองไทยโดยการประชุมปฏิบัติการเรื่องการสอนภาษาแบบโฟนิกส์ ส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาแบบโฟนิกส์ด้วยกิจกรรมส่งเสริมสำหรับฝึกและพัฒนาทักษะ
4.2 แบบทดสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษแบบโฟนิกส์สำหรับเด็กปฐมวัย
4.3 แบบสัมภาษณ์ประเมินการใช้โปรแกรมของผู้ปกครองชาวไทย

การส่งเสริมทักษะทางการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัยนิยามศัพท์เฉพาะ
1.โปรแกรมการให้ความรู้ผู้ปกครอง หมายถึง การให้ความรู้ในเรื่องเสียงอักษร ภาษาอังกฤษและแนวทางการจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาทักษะการออกเสียงอักษร การผสมเสียงให้เป็นคำ และทักษะการแยกเสียงในคำ
2.ผู้ปกครองไทย หมายถึง บิดา มารดา หรือผู้ที่มีความสัมพันธ์กับเด็กในครอบครัวในการอบรมเลี้ยงดูแทนบิดามารดา
3.การส่งเสริมทักษะทางการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ หมายถึง การสนับสนุนและเอาใจใส่ด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมสำหรับฝึกและพัฒนาความสามารถในการแปลทางอักษรภาษาอังกฤษและอ่านออกเสียง ภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง
4.เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กนักเรียนทั้งชายและหญิงมีอายุระหว่าง 5-6 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ ระดับชั้น Year 1 ( เทียบเท่าระดับชั้นอนุบาล 3 ในระบบการศึกษาไทย) ในโรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูส์สามัคคี
5.การสอนภาษาแบบโฟนิกส์ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อฝึกและ พัฒนาการออกเสียงอักษรคำในภาษาอังกฤษ
6.โรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูส์สามัคคี หมายถึง โรงเรียนระดับอนุบาลและ ประถมศึกษาที่6 ที่มีนักเรียนหลากหลายเชื้อชาติ(อังกฤษ อเมริกัน ออสเตรเลีย ไทย) การสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการสื่อสาร ซึ่งโรงเรียนตั้งอยู่ในบริเวณถนนสามัคคี อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรีปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนประมาณ 120 คน

วิธีดำเนินการวิจัย

ประชากร

เด็กปฐมวัยอายุ 5–6 ปี ที่กำลังศึกษา อยู่ในระดับชั้น Year 1 (ซึ่งเทียบเท่าระดับชั้นอนุบาล 3 ในระบบการศึกษาไทย) โรงเรียนนานาชาติ เซนต์แอนดรูส์ สามัคคีปีการศึกษา 2553จำนวนทั้งสิ้น 14 คน

กลุ่มตัวอย่าง
ผู้วิจัยใช้การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 11 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

1.โปรแกรมการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองไทยเรื่องการส่งเสริมทักษะทางการอ่าน ภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัยด้วยการสอนภาษาแบบโฟนิกส์
2.แบบทดสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษแบบโฟนิกส์สำหรับเด็กปฐมวัย
3.แบบสัมภาษณ์ประเมินการใช้โปรแกรมของผู้ปกครองชาวไทย

การดำเนินการวิจัย
ผู้วิจัยใช้ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งสิ้น 9 สัปดาห์

การวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูลนำเสนอในรูปตารางสำหรับข้อมูลเชิงปริมาณ และ นำเสนอในรูปการบรรยายแบบความเรียงสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
1.วิเคราะห์ผลคะแนนความสามารถทางภาษาอังกฤษแบบโฟนิกส์ ด้วยการหาค่าเฉลี่ย ผลต่างคะแนน และเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยผลต่างคะแนนความสามารถทางภาษาอังกฤษแบบโฟนิกส์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมแบบโฟนิกส์ โดยทดสอบค่าที(t-test) แบบDependent Sample ที่ระดับความมีนัยสำคัญที่ .01 แล้วนำเสนอในรูปตารางประกอบความเรียง 2.วิเคราะห์การประเมินการดำเนินการตามโปรแกรมการส่งเสริมทักษะการอ่าน ภาษาอังกฤษแบบโฟนิกส์ปัญหาที่พบ ข้อเสนอแนะโดยผู้ปกครอง ชาวไทย จากแบบสัมภาษณ์โดย สรุปรวบรวม เรียบเรียง จัดคำตอบต่างๆ ให้เป็นหมวดหมู่แล้วนำเสนอข้อมูลทั้งหมดในรูป ตาราง ความถี่ประกอบการบรรยายแบบความเรียงตามประเด็นต่างๆ

วัตถุประสงค์ที่ 1

  • เพื่อพัฒนาโปรแกรมการให้ความรู้ผู้ปกครองไทยเรื่องการส่งเสริมทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัยด้วยการสอนแบบภาษาโฟนิกส์ ในเรื่องเสียงอักษร ทักษะการผสมเสียงให้เป็นคำ และทักษะการแยกเสียงในคำ
  • ผู้ปกครองทุกคนให้ความสนใจในเรื่องการสอนภาษาแบบโฟนิกส์ ร่วมแสดงความคิดเห็นและแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับการสอนภาษาแบบโฟนิกส์ในมุมมองของตน ผู้ปกครองตระหนักถึงความสำคัญของตนในฐานะผู้ส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาของเด็ก
  • ผู้ปกครองแสดงความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เสียงอักษร ฝึกฝนและพยายามจำเสียงอักษรให้ได้ทุกตัวผ่านการเชื่อมโยงกับศัพท์ที่คุ้นเคย ผู้ปกครองแสดงให้เห็นว่าการฝึกฝนช่วยทำให้ดีขึ้นและเพิ่มความมั่นใจขึ้นอีกด้วย ดังนั้น การที่เด็กได้ฝึกฝนเพิ่มที่บ้านจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น และผู้ปกครองก็เป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้เด็กได้ฝึกฝนทักษะต่างๆ
วัตถุประสงค์ที่ 2

  • เพื่อประเมินการใช้โปรแกรมส่งเสริมทักษะทางการออกเสียงภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัยด้วยการสอนแบบโฟนิกส์ของผู้ปกครองไทยโรงเรียนนานาชาติ เซนต์แอนดรูส์สามัคคี
  • ผลจากการเปรียบเทียบความสามารถทางภาษาอังกฤษแบบโฟนิกส์ของเด็กปฐมวัยที่เข้าร่วมโปรแกรมด้วยการทดสอบก่อน และหลังการทดลอง พบว่าหลังการเข้าร่วมโปรแกรม ความสามารถทางภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัยสูงขึ้นกว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยผู้ปกครองส่วนใหญ่ ดำเนินการตามทุกขั้นตอนที่กำหนดไว้ในโปรแกรมอย่างครบถ้วน เมื่อดำเนินการครบแล้วได้หาคำศัพท์นอกเหนือจากที่กำหนดมาให้เด็กฝึกฝนเพิ่มเติม
ข้อเสนอแนะ

1) ควรนำผลการวิจัยไปศึกษาในโรงเรียนที่มีบริบทต่างกันแต่ใช้การเรียนการสอนแบบโฟนิกส์เช่นเดียวกัน เช่น โรงเรียนสองภาษา โรงเรียนนานาชาติที่มีขนาดใหญ่ เป็นต้น เพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมและกว้างขวางต่อไป

แหล่งอ้างอิง


แสงวิไล จารุวาที.2554. การพัฒนาและประเมินการใช้โปรแกรมการให้ ความรู้ผู้ปกครองไทย ในการส่งเสริมทักษะทางการอ่านออก เสียง ภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัยด้วยการสอนภาษาแบบโฟ นิกส์ โรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูส์สามัคคี. (ออนไลน์).


แหล่งที่มา : http://tdc.thailis.or.th 18 กันยายน 2559

การนำไปประยุกต์ใช้

    สามารถนำการสอนภาษาแบบโฟนิกไปใช้กับโรงเรียนรัฐบาลหรือโรงเรียนทั่วไปได้ โดยการปูพื้นฐานเด็กให้เกิดความเข้าใจและความรู้ที่ตรงกัน และในขั้นต่อไปคือสร้างพื้นฐานและความสามารถให้ตรงกับเด็กและสภาพแวดล้อมของโรงเรียนนั้น ๆ ได้

ประเมิน
ตัวเอง: ตอบคำถาม ออกไปนำเสนอ ได้ดี แต่มีผิดพลาดบ้าง แต่ได้ความรู้เรื่องการทำวิจัยจากกลุ่มอื่น
เพื่อน:มีการนำเสนอและถามตอบกัน มีส่วนร่วมอย่างดี
ครู:เปิดโอกาสให้ได้ออกมานำเสนอหน้าชั้นเรียน มีความเป็นกันเอง แนะแนวทางที่ถูกต้องให้

บันทึกการเรียนครั้งที่ 6 วันจันทร์ ที่ 26 กันยายน 2559

บันทึกการเรียนครั้งที่ 6 
วันจันทร์ ที่ 26 กันยายน 2559
"สอบกลางภาค"